nareeyapa's profiletungpang's space ในวันที...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    June 17

    แอบรักเพื่อนสนิท

    144827
     
    เครติดจากkapook.com นะคะ
     
    อ่านแล้วชอบเลยเอามาแปะไว้   คุณเคยแอบรักเพื่อนสนิทมั้ย
     
     เคยเป็น "โรคแพ้ความใกล้ชิด" กันไหม... เขาว่ากันว่า หากใครที่เป็นโรคนี้มักมีอาการ... "ปวดใจ"
    เพราะหัวใจไม่ค่อยแข็งแรง โดยอาการเบื้องต้นของโรคเริ่มจากเชื้อพาหะจะเข้ามาใกล้
    สร้างความสนิทสนมกันตามประสาคนรู้จัก (เพื่อน)
    แต่จะส่งผลถึงคลื่นไฟฟ้าในสมอง ซึ่งจะแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นความถี่
    จากความรู้สึกธรรมดาฉันท์เพื่อน พี่ น้อง ให้เป็นตามที่ใจตนเองต้องการ 

              ต่อจากนั้น เมื่อเชื้อโรคได้เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะกระจายตัวอย่างรวดเร็วด้วยระยะเวลาอันสั้น
    ซึ่งจะแปรตามความสัมพันธ์ที่มีมากหรือน้อยระหว่างผู้รับเชื้อกับผู้แพร่เชื้อ
    อาการของโรคนี้ โดยมากแล้วจะเริ่มจากการคิดเข้าข้างตัวเอง จากนั้นก็จะเริ่มมีอาการอ่อนแอทางจิตใจมากขึ้นเรื่อยๆ
    ปัจจุบัน ทางการแพทย์ยังไม่สามารถหาวัคซีนป้องกันได้ เพราะเนื่องจากเชื้อนี้เป็นไวรัส
    ไม่สามารถฆ่าให้ตายได้ อย่างไรก็ตาม แพทย์หลายท่านระบุว่า "เวลา"
    จะเป็นยารักษาโรคนี้ได้ดีที่สุด... (อิอิ) 

              "การแอบรัก" เป็นกิริยาน่ารักๆ เป็นความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ใครซักคน โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องรู้
     ความใกล้ชิดสนิทสนม ความผูกพันเห็นอกเห็นใจ พร้อมด้วยมิตรภาพที่บริสุทธิ์
    ไม่ยากที่จะทำให้เกิดอาการ "เพื่อนแอบรักเพื่อน" ครั้นจะบอกก็กลัวว่าจะเสียเพื่อนไป
    อะไรๆ ก็คงกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ ขนาดยืนยันว่าจะคบและทำตัวเหมือนเดิม
     อีกฝ่ายก็คงไม่เหมือนเดิมอยู่ดี เพราะต้องคอยระแวง และระวังตัวมากขึ้น

    เฮ้อ... คิดแล้วเศร้า!! ยิ่งใกล้ชิด ก็ยิ่งรัก อยากทะนุถนอม อยากดูแลเขาให้ดีที่สุด แต่ทำไม๊... ทำไม เพื่อนกันถึงรักกันไม่ได้? หรือคุณคิดอย่างไร...
    May 26

    Goodbye by THE MELODY

     Goodbye by THE MELODY
    May 23

    ไม่ได้อยู่แม้ แค่ หางตา

      
     
     
        จะกี่ครั้งที่สายตา ฉันมองเธออยู่  จะกี่ครั้งที่หางตา  เธอก็ยังมองผ่าน

             จะกี่ครั้งที่รู้ตัว  แต่มันก็ห้ามใจ..ไว้ไม่ไหว  ยังคงมองตามเธอทุกที..

    *  รู้ดี  เธอไม่มองมา แต่ฉันเองก็ยังส่งสายตา   แม้ว่าเธอ จะมองมาแต่คนข้างๆฉัน

       ใกล้กัน   แค่เพียงเธอต้องการ จะหาทาง ให้เขามาพูดจา

       ฉันไม่ควรขวาง ความต้องการ ที่ ส่ง มา..

         **  รู้ทั้งรู้ว่าฉันเป็นแค่เพียงทางผ่านหัวใจ  ไม่ได้หวังและคิดเป็นอื่นไกล  แค่คนรู้จัก

              รู้ทั้งรู้ยังฝืนยังเหม่อมองก็ยังช้ำ  อยากขอเธอได้ไหม แค่สบตา  มองมาที่ฉันสักครั้ง..บ้าง
     
    จะกี่ครั้งที่ใกล้กัน  ฉันก็ยังไหวหวั่น  จะกี่ครั้งที่เขามา  ฉันก็ยังใจสั่น

    อาจะเป็นเพราะฉันกลัว กลัวว่าเขาคนนั้น  จะยอมมองหน้าเธอซักที

    ( ซ้ำ *, ** )

    Intru..

    ( ซ้ำ **,** )
    April 27

    my first kimchi

    วันนี้ได้ฤกษ์ทำกิมจิ ทั้งๆที่เครื่องไม่ครบ

    หน้าตาดังภาพ  หวังว่าท้องคงไม่เสียนะ

    April 16

    แค่คนดูผิด

    นึกว่าดู ชิคาโก้อยู่5555555555555 
    April 12

    รักไม่ได้ กรู๊ฟไรเดอร์

    ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงไม่ลืมเธอ
    มีเธอในใจฉันเสมอไม่เข้าใจ
    อยากกอดเธอเอาไว้ สักเท่าไร
    แต่หัวใจ ฉันก็รู้ดี จูบเธอได้ในฝัน
    เท่านี้ แค่นี้ เพียงแค่นั้นในใจ

    *รักไม่ได้บอกกับตัวเอง หัวใจตัวเอง
    ต้องห้ามตัวเอง บอกมันอย่าหวั่นไหว
    รักเขาไม่ได้ เขาดียังไง
    ชอบเขาเท่าไหร่ก็ ต้องหยุดไว้เอง

    เป็นบททดสอบของเบื้องบน
    ให้ค้นหาหัวใจ ส่งมาให้ตัวฉันข้ามไป
    อยากจะลองใจฉันหรือเปล่า
    จะได้รู้ว่ารักหรือแค่เหงา ให้เห็นเงา
    สะท้อนหัวใจ เก็บเธอไว้แค่ฝัน
    ได้ไหม เพราะหัวใจฉันกระซิบว่า
    (ซ้ำ*)

    รักไม่ได้บอกกับตัวเอง หัวใจตัวเอง
    ต้องห้ามตัวเอง บอกมันอย่าหวั่นไหว
    รักเขาไม่ได้ เขาดียังไง
    ชอบเขาเท่าไหร่ก็ รักไม่ได้

    บอกกับตัวเอง หัวใจตัวเอง
    ต้องห้ามตัวเอง บอกมันอย่าหวั่นไหว
    รักเขาไม่ได้ เขาดียังไง ชอบเขาเท่าไหร่
    ก็ต้องหยุดไว้เอง

    ขอบคุณเนื้อเพลงเวปคุณบิ๊กโน้ต
     
    ชอบเพลงนี้ โดนดี ณ ตอนนี้น้า แล้วมันก็จะดีขึ้นเอง
    April 10

    บ่นๆเรื่องรักๆ

    ไปอ่านเจอบทความหนึ่งที่แสดงความรู้สึกมา เลยเอามาแปะ


    มีอยู่ช่วงหนึ่งในชีวิตที่เกิดรู้สึกไม่ชอบหน้าคำว่า "อุตส่าห์"

    ขึ้นมาเฉยๆ กลายเป็นความรำคาญใจ

    เวลามีใครมาใช้คำนี้ด้วยบ่อยๆ

    เช่น อุตส่าห์ซื้อขนมมาฝาก อุตส่าห์รอทานข้าว

    และอีกหลายๆ อุตส่าห์ที่ถูกหยิบยกมาใช้ตามแต่สถานการณ์

    "อุตส่าห์" เป็นคำเดียวกับคำว่า "อุตสาหะ"

    ที่ฟังดูแล้วยากลำบาก ไม่ได้ง่าย ไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่นัก...

    "อุตส่าห์ซื้อขนมมาฝาก" ฟังดูเหมือนลำบาก

    และไม่ได้อยากจะทำอย่างนั้น

    "อุตส่าห์รอทานข้าว" ก็ดูเหมือนกับว่าหิวเสียจน

    ไม่น่าจะมาทรมานร่างกายรอ

    แต่บางทีคนพูดก็ไม่ได้หมายความอย่างนั้น

    ฉันกำลังคิดว่าเมื่อคุณเริ่มใช้คำว่าอุตส่าห์

    มันเหมือนกับว่าคุณกำลังทำในสิ่งที่ยากกว่าปกติ

    ลำบากขึ้นกว่าปกติ

    และเมื่อนานไปคุณก็จะเหนื่อย เมื่อเหนื่อยก็จะเบื่อ

    ไม่อยากทำ และไม่ทำในที่สุด


    เหมือนกับเหนื่อยเพราะความรัก

    แต่ความรักไม่ใช่อย่างนั้น

    แม้จะเหยียบเบรคแล้ว แรงเฉื่อยก็ยังเหลือมากพอ

    ที่จะพาวิ่งต่อไปอีกหลายระยะทาง

    เหนื่อยแค่ไหนก็หยุดไม่ได้ดังใจคิด

    จำต้องวิ่งต่อ วิ่งตาม ทั้งที่หมดแรง

    อาจเป็นเพราะเราทุ่มเทให้กับความรักมากเกินไป

    มองความรักเป็นสิ่งพิเศษที่ซับซ้อน

    เราคิดว่า การจะรักใครก็ต้องทำดีกับเค้าให้มากๆ

    ต้องห่วงใยเขามากๆ ต้องใส่ใจเขามากๆ

    ต้องทุ่มเทให้มากๆ ... มากจนเกินกำลัง

    แทนที่จะมีความสุขกับการให้ กลายเป็นว่า ให้จนเหนื่อย

    เพราะอยากทำอะไรที่ดีๆ ให้กับคนที่รัก

    อยากให้เขารู้สึกว่ามันพิเศษและยิ่งใหญ่

    บางครั้งจึงทำอะไรที่มันยากและลำบากเกินจำเป็น

    เรียกว่าถึงขั้น "อุตสาหะ" ก็ไม่เกินไปนัก


    คนเราไม่ชอบที่จะเสียเปรียบใคร

    แม้กระทั่งกับคนที่รัก บางครั้งก็อดคิดไม่ได้...

    เพราะเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำไปนั้น

    คือการให้ที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

    เมื่อไม่ได้มีคนรู้ซึ้งอย่างที่ตั้งใจ ก็อดไม่ได้ที่จะอยากขอคืน

    ในทางกลับกัน หากเพียงเราได้ให้

    ในสิ่งที่ไม่ใช่ความยากลำบากของตัวเอง

    ให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกเขา

    แต่เล็กน้อยในความรู้สึกเรา ยังดีเสียกว่า

    ไม่ต้องถึงขั้นอุตสาหะจนตัวเองต้องเหนื่อยยาก

    แต่ก็ตั้งใจดีที่จะให้

    หากวันหนึ่งมันจะไม่มีความหมายขึ้นมาจริงๆ

    จะได้ไม่มาบ่นว่า "อุตส่าห์ทำไปตั้งเท่าไหร่"

    ให้ได้ยินแล้วระคายใจ

    รักแบบสบายๆ ไม่ต้องแบกอะไรที่มันเกินตัว

    ความรักไม่ได้หนักอย่างนั้น

    กล่องใส่มันอยู่ต่างหาก ไม่รู้จะแบกมาทำไมให้เหนื่อย...









    P.s ขอขอบคุณบทความจาก คุณ เซริ
     
     
    อ่านบทความนี้แล้วมึนๆ อ่านอีกก็มึนอีก เพราะบางประโยคมันก็ขัดๆกันกับความรู้สึก
     
    บางประโยคก้อรู้สึกอินไปกับมัน  เฮ้อ  ตอนนี้รู้สึกว่าการรักใครสักคนนี่มันเหนื่อยเหมือนกัน
     
    มันคงเหนื่อยกับการวางตัวและเก็บใจ  รวมถึงความคาดหวังแปลกๆที่อยู่ในใจ
     
    ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในใจ   รู้อย่างเดียว  เป็นคนดีนี่มันเหนื่อย.......555555555555555
    March 10

    SoMebOdy'S mE

     

     

      

                    Somebody's Me 
                 ENRIQUE IGLESIAS

                 You, do you remember me?
                  คุณ คุณจำผมได้

                  Like, I remember you?
                    แบบที่ผมจำคุณได้ไหม

    Do you spend your life, going back in your mind to that time?
    คุณได้ใช้เวลาในชีวิตนึกย้อนกลับไปยังความคิดคุณในตอนนั้นไหม

               Cause I, I walk the streets alone
                 เพราะผมเดินอยู่บนถนนตามลำพัง

                   I hate being on my own,
                  ผมเกลียดการอยู่ตัวคนเดียว

                  and everyone can see that
                       และทุกคนก็เห็นว่า

          I really fell, and I'm going through hell
           ผมตกต่ำจริงๆ และผมกำลังดำดิ่งลงสู่อเวจี

            Thinking about you with somebody else
           เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องที่คุณอยู่กับใครคนอื่น

                   Somebody wants you
                  ใครบางคนต้องการคุณ

                  Somebody needs you
                 ใครบอกคนต้องการคุณ

       Somebody dreams about you every single night
              ใครบางคนฝันถึงคุณทุกคืนวัน

     Somebody can’t breathe, without you it's lonely
    ใครบางคนหายใจไม่ได้ เพราะไม่มีคุณนั้นช่างเปล่าเปลี่ยว

    Somebody hopes that one day you will see, that somebody's me
    ใครบางคนหวังว่าวันหนึ่งคุณจะเห็นว่าใครบางคนคือผมเอง

               That somebody's me. Yeah.
               ว่าใครบางคนนั้นคือผมเอง ใช่แล้ว

               How, how did we go wrong?
                  เราทำอะไรผิดลงไปหรือ

            It was so good, and now it's gone
             มันเคยดีมาก แต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว

    And I pray at night, that our path's soon will cross
    ผมสวดมนต์ตอนกลางคืนให้เส้นทางเดินของเรามาพบกัน

                 What we had, isn't lost
               เมื่อเรายังมีสิ่งนั้น ไม่ได้สูญเสีย

    Cause you are always right here in my thoughts
       เพราะคุณยังอยู่ในความคิดผมเสมอ ที่ตรงนี้

                   Somebody wants you
                   ใครบางคนต้องการคุณ

                  Somebody needs you
                  ใครบอกคนต้องการคุณ

    Somebody dreams about you every single night
               ใครบางคนฝันถึงคุณทุกคืนวัน

    Somebody can’t breathe, without you it's lonely
    ใครบางคนหายใจไม่ได้ เพราะไม่มีคุณนั้นช่างเปล่าเปลี่ยว

    Somebody hopes that one day you will see, that somebody's me
    ใครบางคนหวังว่าวันหนึ่งคุณจะเห็นว่าใครบางคนคือผมเอง

              That somebody's me. Yeah.
            ว่าใครบางคนนั้นคือผมเอง ใช่แล้ว

    You will always be in my life, even if I’m not in your life
    คุณจะตราตึงอยู่ในชีวิตผมเสมอ ถึงแม้ผมจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นในชีวิตคุณ

              Cause you're in my memory...
             เพราะคุณอยู่ในความทรงจำผม

             You, when you remember me?...
                  คุณจำผมเมื่อไหร่

    And before you set me free, oh listen please...
    และก่อนที่จะปล่อยผมไป ได้โปรดฟังก่อน

                Somebody wants you
                ใครบางคนต้องการคุณ

                Somebody needs you
                ใครบอกคนต้องการคุณ

    Somebody dreams about you every single night
            ใครบางคนฝันถึงคุณทุกคืนวัน

    Somebody can’t breathe, without you it's lonely
    ใครบางคนหายใจไม่ได้ เพราะไม่มีคุณนั้นช่างเปล่าเปลี่ยว

    Somebody hopes that one day you will see, that somebody's me
    ใครบางคนหวังว่าวันหนึ่งคุณจะเห็นว่าใครบางคนคือผมเอง

               That somebody's me. Yeah.
              ว่าใครบางคนนั้นคือผมเอง ใช่แล้ว

    February 15

    เหตุผลที่ควรดีใจ เมื่ออายุใกล้ 30 หรือเลย 30

     
     


    เหตุผลที่ควรดีใจ เมื่ออายุใกล้ 30 หรือเลย 30


    ความรัก,อกหัก

    ข้อมูลจาก Forward Mail
    ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต


         1. เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง จะพูดจะคิดจะรู้สึก ก็ฉันเป็นอย่างนี้นะ เธอไม่ชอบก็เรื่องของเธอสิ อาการแบบนี้จะเกิดขึ้นเสมอๆ 
         2. อารมณ์ฮอตระอุไม่รู้มาจากไหน แค่เห็นรูป หนุ่มๆ กล้ามงามๆ ตาอ้อนๆ ก็หวิวไปทั่วร่างแล้ว ยืนยันว่าวัยเลขสองไม่เป็นแน่นอน 

         3. เริ่มเก็บเงินซื้อรถ และเลยไปถึงซื้อบ้าน 

         4. หนุ่มๆ เกือบทั้งนั้นอยากเดทกับคุณเพราะเขาบอกว่า คุณคุยได้ทุกเรื่อง

         5. ก็ในเมื่อมันเลยเลขสามมาแล้ว ทำไมจะต้องกลัวว่า ฉันจะได้แต่งงานมั้ยเนี่ย อีกล่ะ ความคิดคุณจะเปลี่ยนเป็น แต่งก็ได้ ไม่แต่งก็ได้แล้วกัน


         6. คุณจะเป็นคนดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรื่องไม่ดี มันทำมาหมดแล้ว 

         7. สามารถไปเที่ยวต่างจังหวัดค้างคืนกับแฟนได้โดยไม่ต้องโกหกแม่ ถ้าแม่ว่า คุณจะจบลงด้วยประโยคว่า หนูสามสิบแล้วนะแม่ แล้วก็เดินเข้าห้องไปเก็บกระเป๋า 

         8. เปลี่ยนจากดูหนัง ช็อปปิ้งวันเสาร์-อาทิตย์กับเพื่อนสาว เปลี่ยนเป็นเราไปทำบุญ 9 วัดกันเถอะเธอ 

         9. กีฬาโหดๆ บ้าคลั่ง ที่คุณไม่เคยกล้าทำ อย่างขี่เจ็ทสกี ปีนหน้าผา...มา! ฉันจะทำให้หมดเลย! ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้วนี่! 

         10. สิวที่เคยขึ้นในวัยยี่สิบ มันหายไปจริงๆ คุณหน้าเกลี้ยงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 


         11. เริ่มอัพเกรดตัวเองจากเที่ยวพัทยา หัวหิน มาเป็น มัลดีฟส์บ้าง ฮ่องกงบ้างล่ะ 

         12. ประโยคฮิตติดปากคุณจาก ทำไมถึงทำอย่างนั้นกับฉัน จะเปลี่ยนเป็น ก็เรื่องของเธอแล้วกัน

         13. ผู้ชายคนนั้นที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง งี่เง่า และไม่เคยซื้อของดีๆ ให้คุณเลย คุณยัง ทน คบได้...ก็เขาก็เป็นอย่างนี้ของเขาแหล่ะ 

         14. ขี้เกียจ... เข้าใจ... และปลง เป็นทางออกที่ดีที่สุด 

         15. ไม่มีใครในโลกนี้โกหกคุณได้อีกแล้ว คติของคุณคือ ความชัดเจน จะต้องมาประดิษฐ์หาข้ออ้างโกหกโน่นนี่หาพระแสงอะไรไม่ทราบ 


         16. เอายังไงก็เอา ไม่คบก็ไม่เป็นไร คบก็คบกันแล้วดีๆ ต่อกัน ถ้าจะไม่ดีกับฉัน ก็ไป ไม่ต้องมาคบ คือสโลแกนประจำใจเวลาหนุ่มคนไหนดูท่าว่าเหมือนจะอยากมีความสัมพันธ์กับคุณ 

         17. ขนาดปารีส ฮิลตัน ที่ผู้หญิงทั้งโลกหมั่นไส้ แต่เมื่อเข้าเลขสามคุณจะมองเธออย่างสงสารแทน โถๆๆๆๆๆ หนูจ๋า เหนื่อยไหมนั่นน่ะ.. 

         18. เปลี่ยนจากซื้อสร้อยลูกปัดพลาสติก เป็นสร้องทองคำของจริง! 

         19.เปลี่ยนจากรูดหมูปิ้งข้าวเหนียวมื้อเช้า เป็น แครอทสดกับน้ำมะเขือเทศ! 

         20.คุณหัวเราะเสียงดังกระจายในร้านอาหารกับเพื่อนสาวได้อย่างไม่สนใคร จะมีแค่คนหันมามองคุณแล้วนึกเอ็นดูว่า ดูสิผู้หญิงเหล่านี้เขามีความสุขจังเลยนะ



    เครดิต http://hilight.kapook.com/view/20488

     


     

     



       


    December 05

    คิดจะตกรถไฟ

    "ฉันจะบอกความลับของรถไฟให้ฟังเอามั้ย?
    มันไม่สำคัญหรอกนะว่ารถไฟจะพาเธอไปที่ไหน
    สิ่งสำคัญอยู่ที่การตัดสินใจของเธอต่างหากล่ะ
    ว่าจะกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนั้นหรือเปล่า?"

    จาก: ประโยคที่คนตีตั๋วรถไฟไปขั้วโลกเหนือพูดกับเด็กน้อยเป็นครั้งสุดท้าย
    ในหนังเรื่อง The Polar Express
    November 05

    เค้กเวลา

    ได้FWมาจากเพื่อน  น่ารักดี  เลยเอามาแปะ

    คนเรามีเวลา วันละ 24 ชม. เท่ากันหมด 

    ในแต่ละวันเราทำอะไรบ้าง 

    ใครๆ ก็พูดกันได้ ว่า ไม่มีเวลา แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ 

    ลองถามตัวเองว่า เรามีเวลากับเขาคนนั้นหรือเปล่า

    หรือเราไม่อยากมีเวลา ให้เขาต่างหากล่ะ..................

    timercake1

     

    timercake2
     
    timercake3
     
    timercake4
     
    timercake6
     
    timercake7
     
    timercake8
     
    timercake9
     
    timercake10
     
    timercake11
     
    timercake12
     
    timercake13
     
    timercake14
    October 24

    คุณ "กำ"อะไรอยู่??

    อ่านเจอแล้วชอบ  เลยเอามาเก็บไว้  แล้วขอตั้งคำถามว่า   เราล่ะ  กำอะไรเอาไว้
     
    ครอบครัวที่น่ารักอยู่ครอบครัวหนึ่ง ในครอบครัวนี้มี พ่อ แม่ และบุตรชายวัย 5 ขวบ
    กำลังน่ารักเลยทีเดียว เจ้าหนูเป็นเด็กที่ซนอย่างร้ายกาจและขี้สงสัยอย่างมาก

    อยู่มาวันหนึ่งเจ้าหนูก้อนึกครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรบอกไม่ถูกไปคว้าเอาแจกันหยกแกะสลักต้นราชวงศ์หมิง

    ซึ่งนั่นก้อหมายความว่ามันราคาแพงมากกก นำมาเล่นพลิกคว่ำพลิกหงาย สักพักก้อล้วงมือเข้าไปในแจกัน
     ทันใดนั้นเจ้าหนูก้อทำตาโตเท่าไข่ห่านดูเหมือนจะดีใจที่ล้วงเข้าไปเจออะไรสักอย่าง

    แต่ปัญหาหาอยู่ที่ว่ากูเอ๊ย! เจ้าหนูจะดึงมือออกมาได้อย่างไร้เจ้าหนูเริ่มกระสับกระส่ายพยายามดึงมือออกมาแต่ก้อไม่สำมะเหร็จ

    จนต้องใช้ไม้ตายคือ
    "ทำไม่ได้ร้องไห้ไว้ก่อน"

    เสียงเอ็ดอึงเป็นผลให้พ่อและแม่ต้องวิ่งมาดู เมื่อมาพบเข้าต่างก้อพยายามช่วยกันดึงมือของเจ้าหนูออกจากแจกันด้วยวิธีต่างๆ

    น้ำมันก้อแล้ว น้ำสบู่ก้อแล้วทำอีท่าไหนก้อไม่ออก จนสุดท้ายผู้เป็นพ่อต้องตัดใจทุบแจกันหยกราชวงศ์หมิงทิ้งเพื่อรักษามือของลูกชายเอาไว้

    เมื่อมือของเจ้าหนูหลุดจากแจกันแล้วพ่อและแม่ ก้อพบว่ามือเจ้าหนูกำอะไรบางอย่างจนแน่น ผู้เป็นแม่จึงถามลูกชายว่า "หนูกำอะไรอยู่จ้ะลูก ?" เจ้าหนูตอบพร้อมทำสีหน้าขึงขัง "ผมปล่อยมันไม่ได้หรอกครับ

    "แล้วมันคืออะไรจ้ะลูก?" ผู้เป็นพ่อเริ่มสงสัย
    "มันเป็นสตางค์ครับ" เจ้าหนูตอบพร้อมกับค่อยๆแบมือออกอย่างทนุถนอม จึงปรากฏว่า

    ในมือของเจ้าหนูมีเพียงเหรียญสลึงอยู่สองเหรียญ เจ้าหนูหารู้ไม่ว่าการที่เขาพยายามกำเหรียญเอาไว้ทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียของมีค่ากว่าเป็นพันๆเท่า

    แล้วเพื่อนๆ ล่ะ ขณะที่คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่นี้ คุณกำลัง

    "กำ"อะไรไว้ในชีวิตบ้าง

    เงิน?
    บ้าน?
    งาน?
    รถ?
       ทิฐิ? ...

    แล้วสิ่งที่คุณกำอยู่ทำให้คุณสูญเสียอะไรที่มีค่ามหาศาลไปบ้าง

    เวลา....
    ครอบครัว....
    พ่อแม่.....
    คนที่รักเรา.....
    สวรรค์

    คุณ "กำ"อะไรอยู่??

    ที่มา จาก fw mail

    October 20

    บ่นๆ

    วันนี้อยุ่ในภาวะอารมณ์ไหนม่ะรู้  มาอัพเปซได้  ไม่ได้ว่างนะเนี้ย
     
    ช่วงนี้แสหร่นแปร้น ไปเรียนภาษา  มีแต่คนถามว่าเอาไปใช้ไรวะ 
     
    เอาน่า....ว่างจัด  ตอนนี้ได้ยุ่งสมใจ งานก้อมาเป็นเทศกาลปลายปีพอดี
     
    อะไรมันจะพอดีขนาดน้านนน
     
    มีการบ้านทุกอาทิตย์เล้ย ใช้พิมพ์กะคอมก้อไม่ได้ ไม่สามารถโหลดภาษาแบบยูนิโค้ดได้ 
     
    ฝากไว้ก่อนเหอะ  ตูจะทำการบ้านแบบพิมพ์ไปส่ง  สงสารครูเฮืองฉิบเป๋ง
     
    มาอ่านลายมือ หมูเขี่ย    วันนี้ไปอ่านนิยายอยุ่เรื่อง  เจอบทกลอนโดนใจ อิอิ
     
    รักเค้าข้างเดียว...เหมือนเกลียวเชือก
     
    เค้ารักเราเผื่อเลือก...หารู้ไม่
     
    เค้าไม่รักเราแล้วก็แล้วไป
     
    มีปัญญาหาใหม่ได้...ไม่ต้องแคร์  วิ๊วววววววววววว.
     
    เอาน่า  ชีวิตก็สั้นๆก็ใช้ไปให้คุ้มล่ะกันเนอะ 
     
    ไม่ว่าเรื่องไร
     
    เพื่อนรักบอกไว้ว่า  ใช้ชีวิตให้เต็มที่  ไม่ต้องห่วงว่า
     
    จุดสุดท้ายของทุกเรื่อง ทุกความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไร
     
    ทำวันนี้ให้มีความสุขก็พอ
     
    August 30

    Out of Reach

    ยังติดใจอยู่กะบรรดาเพลงโปรด เอามาเก็บไว้ในเปซ   จะได้ไม่หายไปไหน
     
    เนื้อเพลง พร้อมคำแปลค่ะ  บาดใจสุดๆ (ขอบคุณ คุณหนูเองมากๆค่ะ)
     
    Knew the signs
    ที่ฉันเดาอาการที่เธอแสดงออก
    Wasn't right
    นั่นมันไม่เหมือนกับที่ฉันคิด
    I was stupid for a while
    ฉันเลยกลายเป็นคนโง่ไปชั่วขณะ
    Swept away by you
    โดนเธอทอดทิ้ง
    And now I feel like a fool
    ตอนนี้ฉันเลยรู้สึกเหมือนกับคนโง่ๆ คนหนึ่ง
    So confused,
    สับสน
    My heart's bruised
    หัวใจแหลกสลาย
    Was I ever loved by you?
    ฉันจะมีโอกาสได้รับรักจากเธอมั้ย?
    Out of reach, so far
    เกินเอื้อมคว้า...ห่ างไกล
    I never had your heart
    ฉันคงไม่มีทางได้ใจเธอ
    Out of reach,
    เกินเอื้อมคว้า
    Couldn't see
    ไม่มีทางเห็นเลย
    We were never Meant to be
    ว่าเราจะได้เป็นของกันและกัน

    Catch myself
    ฉันดึงตัวฉัน
    From despair
    ออกมาจากความผิดหวัง
    I could drown
    เพราะไม่งั้นฉันคงเหมือนกับคนจมน้ำ
    If I stay here
    ถ้าฉันยังคงอยู่ตรงนี้
    Keeping busy everyday
    ฉันพยายามทำตัวให้วุ่นวายทุกๆ วัน
    I know I will be OK
    เพราะฉันรู้ว่า ฉันคงต้องหายดี

    But I was
    แต่ฉันยังคง
    So confused,
    สับสน
    My heart's bruised
    หัวใจแหลกสลาย
    Was I ever loved by you?
    ฉันจะได้รับรักจากเธอมั้ย?
    Out of reach, so far
    เกินเอื้อมคว้า...ห่ างไกล
    I never had your heart
    ฉันคงไม่มีทางได้ใจเธอ
    Out of reach,
    เกินเอื้อมคว้า
    Couldn't see
    ไม่มีทางเห็นเลย
    We were never Meant to be
    ว่าเราจะได้เป็นของกันและกัน

    So much hurt,
    เจ็บปวดที่สุด
    So much pain
    ปวดร้ายที่สุด
    Takes a while
    อาจต้องใช้เวลา
    To regain
    เพื่อที่จะบรรเทา
    What is lost inside
    สิ่งที่ฉันขาดหายไปในส่วนลึก
    And I hope that in time,
    และหวังว่าสักวันหนึ่ง
    You'll be out of my mind
    เธอจะจางหายไปจากใจฉัน
    And I'll be over you
    และฉันจะลืมเธอ

    But now I'm
    แต่ว่าตอนนี้ฉัน
    So confused,
    สับสน
    My heart's bruised
    หัวใจแหลกสลาย
    Was I ever loved by you?
    ฉันเคยได้รักจากเธอมั้ย?
    Out of reach, so far
    เกินเอื้อมคว้า...ห่ างไกล
    I never had your heart
    ฉันคงไม่มีทางได้ใจเธอ
    Out of reach,
    เกินเอื้อมคว้า
    Couldn't see
    ไม่มีทางเห็นเลย
    We were never Meant to be
    ว่าเราจะได้เป็นของกันและกัน

    Out of reach,
    เกินเอื้อมคว้า
    So far
    ไกลแสนไกล
    You never gave your heart
    เธอไม่เคยให้ใจฉันเลย
    In my reach, I can see
    ที่ปลายสุดเอื้อมแขนของฉัน ฉันเห็นว่า
    There's a life out there
    มันมีชีวิตที่ไกลแสนไกล
    For me
    สำหรับฉัน 


     
    August 29

    ฟังเพลง

    เมื่อไม่กี่วัน  คุณเพื่อนร๊ากกกเอ็มมานำเสนอเพลงให้ฟัง   เป็นเพลงเก่าที่ทาทาเคยร้อง 
     
    แต่เอาเพลงนี้กลับมาทำใหม่  ถูกใจกว่าตอนที่ทาทาร้องแฮะ 
     
    กลับไปก็ไม่รักเธอเหมือนเดิม
     
    ชอบเพลงนี้แบบว่าให้ฟิวส์   "คนที่หมดใจ "  โดนคร๊าบโดน อิอิ
     
    ตอนนี้เลยบ้าฟังเพลงนี้ไปเลย  ว่าจะเอาเรื่องที่ไปเมืองกาญมาลง 
     
    แต่ยังไม่สามารถเอาลงเครื่องได้เลยยยยยยย
     
    ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ  ระวังเป็นหวัดกันนะ
     
     
    August 16

    อยากมีชื่อภาษาญี่ปุ่น rewrite

    เข้าไปเล่นในเวปsawasdeemultiply
     เ
    ค้ามีให้เล่นว่าชื่อภาษาญี่ปุ่นของเราจะชื่อว่าอะไร
     
    อิอิ  ถ้ามีชื่อญี่ปุ่นแล้วจะมีแนวโน้มได้ไปญี่ปุ่น เอ้ย มีแฟนเป็นคนญี่ปุ่นมั้ยเนี้ย  แป้งไม่โลภ แป้งไม่โลภ อิอิ 
     
     
    ชื่อเราแปลงเป็นภาษาญี่ปุ่นได้อย่างงี้อ่ะ
     
    นามสกุล Saruwatari (monkey on a crossing bridge)
     
    ไม่อยากแปลเลย  แต่จากที่ดูในเวปแล้วพบว่า
     
    จะมีญาติเป็นลิงฝูงใหญ่ อิอิ นิยมอยู่รวมกัน
     
    ส่วนชื่อ Miharu (beautiful clear sky)
     
    คำแปลชื่อชอบม๊าก มาก อิอิ
     
    เหมือนเราไปยืนอยู่กลางทุ่ง มองฟ้าแล้วแดดดีๆ  ฟ้าใสๆ
     
    ขอย้ำว่าที่ยืนกลางทุ่งอ่ะ ไม่ใช่วัวหรือควาย นะ
     
    ถ้าใครอยากรู้ลองเข้าไปดูนะ ในเวปนี้อ่ะ
     
     
    เลือกเพศก่อนนะ  แล้วพิมพ์นามสกุล  ตามด้วยชื่อ ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นน้า
     
     
     
    (ไว้เราจะไปหาทาคุยะ)
     
    เซงจิต 1  เอารูปทาคุยะ ลงไม่ได้ .....มัยวะ
    August 07

    เพลงโปรด

    ชอบเพลงนี้มานาน แล้วยิ่งชอบมากกกกกกกที่มันประกอบหนัง Bridget Jones's Diary โคตรชอบบเมื่อวันจันทร์เพิ่งหา
     
    หนังสือเล่มนี้ภาคแรกเจอ  ที่ผ่านมาเจอแล้วแต่สภาพโคตรไม่ถูกใจ  ฟังแล้วอยากดูหนังเรื่องนี้อีกรอบ 
     
    แต่แผ่นของท่านไปไหนคร๊าบนุงแป้ง เก็บไว้ไหน ต้องไปหาอีกแระ
     
     ทำให้เพลงมันอยู่หน้านี้ไม่เป็น 5555 
     
    ใครทำเป็นช่วยหน่อย ตอนนี้เอาลิงค์ที่ฟังเพลงกะเนื้อไปก่อนล่ะกัน
     
     
     
    Knew the signs wasn’t right
    I was stupid, for a while
    Swept away, by you
    And now I feel like a fool

    Chorus
    So confused
    My heart’s bruised
    Was I ever loved by you?
    Out of reach, so far
    I never had your heart
    Out of reach, couldn’t see
    We were never met to be

    Verse 2
    Catch myself, from despair
    I could drown if I stay here
    Keeping busy, everyday
    I know I will be ok

    Chorus
    But I’m
    So confused
    My heart’s bruised
    Was I ever loved by you?
    Out of reach, so far
    I never had your heart
    Out of reach, couldn’t see
    We were never met to be

    Bridge
    So much hurt, so much pain
    Takes a while to regain
    What is lost inside
    And I hope that in time
    You’ll be out of my mind
    I’ll be over you

    Chorus
    And know I’m
    So confused
    My heart’s bruised
    Was I ever loved by you?
    Out of reach, so far
    I never had your heart
    Out of reach, couldn’t see
    We were never met to be
    Out of reach, so far,
    You never gave your heart
    In my reach, I can see
    There’s a life out there for me
     
     
    July 17

    เราจะตายเมื่อไหร่ฟะ

      วันนี้ ได้อ่านบทความของคุณมยุรา  ภักดีรอด เกี่ยวกับเรื่อง ธรรมชาติของชีวิต โดยเปรียบเทียบกับนวนิยายที่จบ
     
    แบบ Happy Endingและไม่Happy  ทั้งตัวเอกตาย สุดท้ายเราไม่รักกัน บลาๆๆ 
     
    สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อคือ  เรารับรู้ ว่า มีเกิด มีแก่  มีเจ็บ  มีตาย 
     
    แล้วเราจะรับมือกับมันยังไง  เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดกับเรา หรือคนที่เรารัก 
     
    ทำยังไงเราถึงจะเข้าใจได้ว่า การตายเป็นสิ่งที่เราจะต้องพบเจอจริงๆไม่วันใดก็วันหนึ่ง
     
    แล้วเราได้ทำอะไรที่อยากทำหรือยัง  แบบไม่เดือดร้อนตัวเองและคนอื่นนะ
     
    เพราะเราไม่รุ้เลยว่า   จะตายเมื่อไหร่
     
    เราก้อมานั่งนึก  น่านอ่ะดิ  เราจะรู้ได้ไงวะ  ว่าจะตายเมื่อไหร่  แล้วจะแก่ตาย  หรือจะตายแบบไหน
     
    มานั่งลิสต์เรื่องที่อยากทำ โหหหหหหหหหห  บานตะไท
     
    ยังไม่ได้บอกรักหรือแสดงฟามร๊ากกกกกะใครเลย ฮ่าๆๆถ้าตูตายพรุ่งนี้แล้วจะทำไงหว่า อิอิ
     
    เอาแค่นี้ก่อน  ใครหลงเข้ามาอ่าน  ขอบอกว่าชมได้ ห้ามด่า  อันนี้มันไดอารี่ว่ะ  เด๋วทำบล๊อคก่อน 
     
    จะได้ไม่ต้องมาทนอ่าน ไดอารี่ของเรา อิอิ
     
     
     
     
     
    July 16

    Daisy & love actually

    วันนี้กลับหอเร็ว (พ่อให้กลับเร็ว) ได้มานั่งดูหนังที่ยืมเพื่อนไว้นานแล้ว เรื่อง DAISY ดูแล้วรู้สึกหดหู่ ไม่คึกเอาซะเลย

    เลยต้องเอาเรื่อง Love Actually ของนุงรัตน์ (เรื่องโปรดของเรา)มาดูอีกรอบ  ดูหนังทั้งสองเรื่องแล้วทำให้นึกถึงคำพูดที่เค้าพูดๆกันแนวๆนี้

     

     

    ภาพที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น

     

    อย่าปล่อยให้ความรักที่ผ่านเข้ามาผ่านไปโดยที่คุณไม่ทำอะไรเลย

    (โหห อันนี้จะรู้ได้ไงหว่า)

     

    จงแสดงออกเมื่อคุณรู้สึกว่ารักใครซักคน อย่าทำแค่เพียงเฝ้าดูอยู่ห่างๆ เพียงเพราะเราไม่คู่ควร

     

    พอแค่นี้ก่อนดีก่า  มากก่านี้จะเลี่ยน อิอิ แต่เราจะทำได้อย่างที่พูดมั้ยนะ

     

    เมื่อแม่เข้าโรงบาล

     

    วันที่ 13 กรกฎาคม 50 เวลาไม่เกิน 10.00น. พ่อโทรมาบอกว่าแม่เข้าโรงบาล  สาเหตุเพราะความเข้มข้นในเลือดต่ำมากกว่าปกติ  หมอเห็นว่าไม่เป็นการดีเลยที่จะปล่อยให้แม่แค่มาตรวจและกลับบ้านไป   เพราะจริงๆแล้ว พ่อพาแม่มาหาหมอเนื่องจากแม่มีเมนส์ไม่หยุดหน้าและตัวซีด และเหนื่อยง่าย ก่อนหน้านั้นแม่กะพ่อคิดว่าน่าจะเป็นเมนส์ครั้งสุดท้ายมันเลยมาเยอะ ซึ่งพ่อกะแม่มองว่าไม่เป็นไร  แต่แม่หน้ามืดบ่อยๆ พ่อให้แม่มาหาหมอหลายครั้งแล้ว แต่แม่ไม่ว่างซักที่ เพราะแม่มีความสุขกับการทำงานกับเพื่อนๆที่โรงเรียนมาก  เราคิดว่างั้น  เพราะแม่จะเฉาทุกทีที่กลับบ้าน หมดแรงและปวดหัว  แต่เมื่อแม่ก้าวเท้าลงจากรถพ่อที่ไปส่งที่โรงเรียน  แม่จะคึกคักมากจริงๆ แม่พร้อมที่จะไปไหนมาไหนเสมอเมื่อครูที่โรงเรียนร้องขอให้ไปเป็นเพื่อน (ซึ่งอันนี้โดนพ่อสวดไปแล้ว)
    สรุปวันนั้นแม่ต้องนอนโรงบาลเพราะหมอให้เลือดเพราะกลัวแม่ช๊อค และให้เตรียมตัวเพื่อขูดมดลูก
     
    วันที่14 ก.ค.50 แม่เข้าขูดมดลูกตอน11โมง  ลูกๆทุกคนโทรจิกพ่อตลอดจนแม่ออกจากห้องผ่าตัด  พ่อบอกว่าแม่ไม่เป็นไร  สลบเหมือดแค่นั้นเอง  พร้อมโดนญาติๆโวยว่าเป็นอะไรไม่บอก (ก็เกรงใจนี่นา) เย็นนี้จะไปนอนกะแม่
     18.30 เราถึงโรงบาล ด้วยรถประจำทางสายบ้านแพ้ว  นั่งไปเรื่อยๆสนุกดีให้ความรู้สึกไปต่างจังหวัดมากๆ คิดถึงนุงรัตน์จริงๆ ฟิวส์แบบนี้เลยที่มันชอบ เด๋วไว้คงต้องหาโอกาสชวนกันไปเที่ยวแบบเรื่อยๆแบบนี้บ้าง  ไปถึงห้องแม่หลับ  พ่อไปซื้อกับข้าวมาให้เรายังไม่ถึงห้อง  เราเลยนอนดูโทรทัศน์ไปเรื่อย  ครูที่โรงเรียนพ่อมาเยี่ยมแม่ประมาณทุ่มก่าๆ หลังจากที่เค้าลากลับไป ทันทีที่ประตูปิด  แม่รีบลงจากเตียงให้เราพาไปห้องน้ำ แล้วอ้วกทุกอย่างออกมาหมด น่าสงสารมากๆ ไปตามพยาบาลมาดู เค้าบอกว่าผลข้างเคียงของการวางยาสลบ แม่กินยาแล้วหลับไปทันที  คงเพลียมาก  น้องๆโทรเข้ามาหาแม่กัน ได้คุยบ้าง ไม่ได้คุยบ้าง   เพราะสี่ทุ่ม พ่อกะแม่ก็น๊อคไปเลยทั้งคู่  แต่แม่จะตื่นเวลาที่พยาบาลเข้ามาวัดความดันซึ่งขยันมาก เดินทั้งคืน
     
    วันนี้15 ก.ค. 50 แม่ออกจากโรงพยาบาล  แม่อึดจริงๆ  เราไม่รู้เลยว่าในความเป็นจริงของผู้หญิงที่โดนขูดมดลูกได้ 1 วันจะมีแรงไปไหนมาไหนอย่างแม่มั้ย  แม่ให้ความสำคัญกับการสอบครั้งนี้มากจริงๆ  มากกว่าสุขภาพแม่เอง  ซึ่งแม่บอกว่า แม่ไม่เป็นไร  แม่ไหว ถ้าถามในความรู้สึกเรา มันไหวจริงเหรอ เฮ้อ.... ทุกคนในบ้านได้แต่เป็นห่วง  แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากคอยดูแลและสนับสนุนแม่  เรากะพ่อคุยกันว่า แม่เป็นพวกเรียนรู้ทุกอย่างจากประสบการณ์จริง(ยังมีอีกคนที่ได้แบบแม่ไปเต็มๆ )เพราะจะไม่เชื่อคำเตือนเลยแต่ไม่รู้ว่า แม่จะรู้บ้างมั้ยว่าบางที่ประสบการณ์ของแม่อาจต้องแลกกับสุขภาพของแม่ก็ได้  
     
                                                                                                                                                               รักแม่มากๆค่ะ
     
                                                                                                                                                                      แป้ง
     
    ป.ล. วันนี้โทรไปหาพ่อ พ่อบอกว่าแม่ไปโรงเรียนแระฮ่าๆๆๆ